มหากาพย์ประวัติศาสตร์ Mark Levinson 4 ทศวรรษแห่งความเที่ยงตรง จากราชวงศ์ Solid-State สู่ตำนานที่ไม่มีวันตาย
หากทำเนียบเครื่องเสียง Hi-End มีการสถาปนาราชวงศ์ ชื่อของ Mark Levinson คงเป็นจักรพรรดิผู้กุมบังเหียนความเที่ยงตรงอย่างไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
แบรนด์สายเลือดอเมริกันแบรนด์นี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อผลิตเครื่องขยายเสียงทั่วไป แต่เกิดมาเพื่อทลายความเชื่อเดิม ๆ และพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “ทรานซิสเตอร์ก็สามารถให้เสียงที่งดงามบริสุทธิ์ได้ไม่แพ้หลอดแก้ว”
เส้นทางตลอด 50 กว่าปีของแบรนด์นี้ ถูกแบ่งออกเป็น 4 ยุคสมัย ที่เต็มไปด้วยอัจฉริยบุคคล งานวิศวกรรมขั้นสูงสุด และการผลัดใบทางธุรกิจที่น่าติดตามที่สุดในโลกออดิโอไฟล์ครับ

Gen 1 ยุคผู้ก่อตั้ง และการกำเนิดคำว่า “Hi-End Audio” ช่วงปี 1972 ถึง 1984
จุดเริ่มต้นของจิตวิญญาณศิลปิน และวงการอนาล็อกแท้
เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1972 โดย Mark Levinson ชายหนุ่มวัย 29 ปี ผู้เป็นนักดนตรีแจ๊สและวิศวกรที่เคยทำมิกเซอร์ในตำนานที่งาน Woodstock 1969 เขาตั้งบริษัทขึ้นมาด้วยอุดมการณ์เดียวคือ “จะไม่ยอมประนีประนอมเรื่องต้นทุนเพื่อแลกกับคุณภาพเสียง” ยุคนี้เป็นการรวมตัวของยอดฝีมืออย่าง John Curl และ Tom Colangelo
โมเดลขึ้นหิ้ง ปี 1973 เปิดตัว LNP-2 Preamplifier ปรีแอมป์หน้ากากดำพร้อมมาตรวัด VU คู่ที่เป็นเอกลักษณ์ และ ML-2 Mono Power Amplifier แอมป์ Class A แท้ที่ปราบลำโพงขับยากในยุคนั้นจนอยู่หมัด
ลายเซ็นวิศวกรรม วงจรแบบ Discrete คัดเกรดระดับทหาร และเทคโนโลยี “Potted Module” เทเรซิ่นสีดำครอบโมดูลวงจรเพื่อกันสัญญาณรบกวนและความร้อน
จุดเปลี่ยน แม้จะประสบความสำเร็จด้านเสียงอย่างสูงสุด แต่การบริหารที่เน้นศิลปะมากกว่าธุรกิจทำให้บริษัทล้มละลายในปี 1984 นำไปสู่การฟ้องร้องที่จารึกในประวัติศาสตร์ คือ ตัวบุคคล Mark Levinson สูญเสียสิทธิ์ในการใช้ชื่อของตัวเองในการทำเครื่องเสียงไปตลอดชีวิต

Gen 2 ยุคทองของ Madrigal และมาตรฐาน “Reference” ช่วงปี 1985 ถึง 2002
สถาปัตยกรรมระดับมาสเตอร์พีซ และการกำเนิดสัญลักษณ์ “No”
เมื่อแบรนด์เปลี่ยนมือมาอยู่ภายใต้การบริหารของ Madrigal Audio Laboratories ยุคนี้คือยุคที่แบรนด์เปลี่ยนจากความดิบสไตล์ห้องแล็บ มาเป็นความหรูหราประณีตที่มีระบบระเบียบขั้นสูงสุด และเป็นยุคที่นักสะสมเครื่องวินเทจถวิลหามากที่สุด
รหัสลับแห่งความสมบูรณ์แบบ – เริ่มนำสัญลักษณ์เครื่องหมายเลขข้อ No มานำหน้ารุ่น โดยได้ Tom Colangelo มาคุมทีมออกแบบในตอนต้น
โมเดลขึ้นหิ้ง พาวเวอร์แอมป์ระดับตำนานอย่าง No 20 และ No 20.6 แอมป์ Class A โมโน ปรีแอมป์ No 26 และ No 26S ที่ใช้แผงวงจร Teflon คุณภาพสูงสุด และยักษ์ใหญ่อย่าง No 33 และ No 33H
จ้าวแห่งดิจิทัล – เมื่อโลกก้าวสู่ยุคซีดี Madrigal ได้สร้างชุดแยกชิ้นดิจิทัลระดับอ้างอิงอย่าง No 30 Reference DAC และ No 31 Reference CD Transport ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นชุดอ่านและแปลงสัญญาณที่ดีที่สุดในศตวรรษที่ 20 ด้วยงานทำมือจากโรงงาน Middletown อันโด่งดัง

Gen 3 ยุค Harman International กับหมุดหมาย ซีรีส์ 400 ช่วงปี 2002 ถึง 2016
สะพานเชื่อมสู่ความโมเดิร์น และการบุกน่านน้ำยนตรกรรมหรู
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Harman International เข้ามาควบรวมกิจการเต็มตัว ตัดสินใจปิดโรงงานเก่าที่ Middletown และเซ็ตทีมวิศวกรชุดใหม่ขึ้นมา โดยมีผลงานชิ้นโบว์แดงตัวแรกที่ออกมาเขย่าวงการคือ 400 Series รุ่น No 431 No 432 No 434 และ No 436
พลิกโฉมงานดีไซน์ ซีรีส์ 400 ทลายขนบเดิมด้วยการซ่อนครีบระบายความร้อนไว้ภายในตัวถัง เพื่อความเรียบหรู สะอาดตา และปลอดภัยเวลาเคลื่อนย้าย
บุกตลาด Multi-Channel ส่ง No 433 พาวเวอร์แอมป์ 3 แชนแนล Triple-Mono ออกมารองรับยุคทองของโฮมเธียเตอร์ระดับบน ก่อนจะต่อยอดงานวิศวกรรมนี้ไปสู่แอมป์ดิจิทัลรุ่นยักษ์อย่าง ซีรีส์ 500 เช่น No 53 และปรีแอมป์ No 52
Lexus Partnership ยุคนี้ยังเป็นยุคที่แบรนด์สร้างชื่อเสียงในวงกว้างผ่านการจับมือเป็นพันธมิตรแบบ Exclusive ร่วมกับแบรนด์รถยนต์หรูอย่าง Lexus ออกแบบระบบเสียงในรถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก
ลายเซ็นเสียง เสียงเริ่มเปลี่ยนจากความเข้มข้นดุดันในอดีต ไปสู่ความเนียนละมุน สะอาด นิ่งสนิท และให้มิติเวทีเสียงที่สมจริงสไตล์โมเดิร์น
Gen 4 ถึงปัจจุบัน ยุคภายใต้ร่มเงา Samsung และวิถี Lifestyle Luxury ช่วงปี 2016 ถึงปัจจุบัน
เมื่อยักษ์ใหญ่ไอทีสืบทอดจิตวิญญาณออดิโอไฟล์
ปลายปี 2016 Samsung Electronics เข้าซื้อกิจการ Harman International ทำให้แบรนด์ Mark Levinson ก้าวเข้าสู่เจเนอเรชันล่าสุด ภายใต้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและเงินทุนระดับโลก
เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เปิดตัว 5000 Series เช่น อินทิเกรตแอมป์ No 5805 และเครื่องเล่น All-in-one No 5101 บรรจุ DNA ความเที่ยงตรงลง in เครื่องที่มีราคาจับต้องได้ง่ายขึ้น พร้อมภาค DAC และฟังก์ชัน Streaming ในตัว ตอบโจทย์คนยุคนี้
ขยายไลน์สู่ Lifestyle สร้างความสั่นสะเทือนด้วยหูฟังไร้สายระดับพรีเมียมตัวแรกของค่าย No 5909 นำเสียงระดับ Reference ติดตัวผู้ฟังไปได้ทุกที่ ไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องฟังเพลงอีกต่อไป
ฉลอง 50 ปีอย่างยิ่งใหญ่ แบรนด์ยังคงรักษารากเหง้า Ultra Hi-End เอาไว้ด้วยการออกพาวเวอร์แอมป์รุ่นลิมิเต็ดอย่าง No 50 เพื่อประกาศศักดาความเป็นผู้นำ
บทสรุป 5 ทศวรรษที่ไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์
จากห้องใต้ดินของชายหนุ่มผู้หลงใหลในดนตรี ผ่านมรสุมและเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นมาหลายเจเนอเรชัน สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Mark Levinson ยังคงเป็นชื่อที่ศักดิ์สิทธิ์ในใจนักเล่นเครื่องเสียงคือ “มาตรฐานการกำหนดนิยามคำว่า Perfect” แม้เทคโนโลยีภายในจะเปลี่ยนจากอนาล็อก Discrete เต็มตัว มาสู่บอร์ดวงจร SMD และระบบดิจิทัลตามยุคสมัย แต่ลายเซ็นแห่งความ “เที่ยงตรง แม่นยำ และพื้นหลังที่สงัดสะอาดยอดเยี่ยม” ก็ยังคงเป็นจิตวิญญาณหลักที่ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลาครับ
แล้วในมุมมองของพี่ ๆ น้า ๆ ล่ะครับ ถ้ารวมทุกเจเนอเรชันแล้ว Mark Levinson รุ่นไหนคือ “ที่สุดในใจ” ของคุณ มาแชร์ประสบการณ์กันได้ในคอมเมนต์ครับ
Mozart Audio แบรนด์เอกที่ผมรัก…